ตั้งครรภ์จนถึงให้นมบุตร ผิวเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?
คู่มือจากแพทย์ด้านผิวหนังในการดูแลและรับมืออย่างปลอดภัย
ช่วงเวลาที่คุณแม่กำลังอุ้มท้องหรือให้นมลูกน้อย เป็นช่วงเวลาที่งดงามและน่าจดจำที่สุดค่ะ แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายของคุณแม่ก็ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะ “ผิวพรรณ” ที่แปรปรวนไปตามระดับฮอร์โมนที่พุ่งสูงและดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
คุณแม่หลายท่านมักกังวลใจว่า สกินแคร์ที่เคยใช้จะปลอดภัยกับลูกไหม? หรือทนปล่อยให้ผิวพังเพราะกลัวอันตราย ในฐานะแพทย์ผิวหนังและเพื่อนสนิทที่ห่วงใยคุณแม่ทุกคน หมอได้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ที่ผ่านการรับรองทางวิชาการ มาย่อยให้เข้าใจง่าย เพื่อเป็นคู่มือในการดูแลผิวอย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุดมาฝากค่ะ

🤰 ไขความลับ : ฮอร์โมนเปลี่ยน ผิวเปลี่ยนอย่างไร ?
ทางการแพทย์พบว่า ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมน Estrogen, Progesterone และ MSH (Melanocyte-Stimulating Hormone) ออกมาในปริมาณที่สูงมาก ฮอร์โมนเหล่านี้ส่งผล
กระทบโดยตรงต่อโครงสร้างผิว เส้นเลือด และเซลล์สร้างเม็ดสี ( Melanocytes) ทำให้คุณแม่ส่วนใหญ่ต้องเจอกับปัญหากวนใจ เช่น ฝ้าลึก ผิวหมองคล้ำ รอยแตกลาย และริ้วรอยก่อนวัย ซึ่งบางปัญหาก็ยังคงอยู่ยาวไปจนถึงช่วงให้นมบุตรเลยค่ะ
🤰 ผิวของคุณแม่เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างขณะตั้งครรภ์ ?
ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะเกิด “พายุฮอร์โมน” ครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อผิวพรรณใน 4 รูปแบบหลักๆ ที่หมอสรุปมาให้เข้าใจง่าย ดังนี้ค่ะ :
- ฝ้าและรอยดำ ( Melasma & Hyperpigmentation ) : ฮอร์โมนเอสโตรเจนและ MSH ( Melanocyte-Stimulating Hormone) จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานไวขึ้น คุณแม่จึงมักเจอปัญหาฝ้าฮอร์โมนลึกบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก รวมถึงเส้นดำกลางหน้าท้อง
( Linea Nigra) และผิวคล้ำตามข้อพับที่เข้มขึ้นชัดเจนค่ะ
| ประเภท | ❌ สารรักษาฝ้าที่ “ต้องเลี่ยงเด็ดขาด” (อันตราย) | สารรักษาฝ้าที่ “ใช้ได้อย่างปลอดภัย” (แนะนำ) |
| ยาทา/ครีมรักษาฝ้า (กลุ่มกดเม็ดสี และผลัดเซลล์) | * Hydroquinone (ไฮโดรควิโนน) ⚠️ อันตรายสูง ! มีอัตราการซึมผ่านผิวเข้าสู่ร่างกายสูงถึง 35-45% เสี่ยงต่อทารกในครรภ์ * Arbutin / Alpha-Arbutin ⚠️ เป็นอนุพันธ์ของ Hydroquinone ทางการแพทย์ผิวหนังจึงแนะนำให้เลี่ยงช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตรเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน * Corticosteroids (สเตียรอยด์เข้มข้นสูง) ⚠️ มักผสมในครีมขจัดฝ้าหน้าขาวตามอินเทอร์เน็ต หากใช้ติดต่อกันนานๆ สารจะซึมเข้ากระแสเลือด ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารก และทำให้ผิวคุณแม่บาง/ติดสารได้ | * Azelaic Acid (อาเซลาอิก) ช่วยยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสี ที่ทำงานผิดปกติได้อย่างเฉพาะเจาะจง ปลอดภัยสำหรับคนท้อง และช่วยลดรอยดำจากสิวได้ด้วย * Vitamin C (Ascorbic Acid) สารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ช่วยลดเม็ดสีเมลานิน ปรับผิวให้กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัย 100% * Niacinamide (Vitamin B3) ช่วยบล็อกการขนส่งเม็ดสีขึ้นมาบนชั้นผิว พร้อมเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง * Tranexamic Acid (ชนิดทา) ในรูปแบบยาทาภายนอก มีความเข้มข้นต่ำและซึมเข้าสู่ร่างกายต่ำมาก ถือว่าปลอดภัยในการทาเพื่อลดฝ้า |
| ยารับประทาน (ชนิดกิน ) | * Tranexamic Acid (ชนิดทาน) / ยาสตรีหน้าขาว ⚠️ ห้ามทานเด็ดขาด ! เนื่องจากยาชนิดกิน จะไปเพิ่มความเสี่ยงทางการแข็งตัวของเลือด ซึ่งอันตรายต่อระบบไหลเวียนโลหิตระหว่างคุณแม่และทารกในครรภ์ | * วิตามินบำรุงที่แพทย์จัดให้ เช่น วิตามินซี หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้อง ซึ่งช่วยเสริมสารต้านอนุมูลอิสระจากภายในได้อย่างปลอดภัย |
💡 3 กฎเหล็กในการรับมือฝ้าคนท้อง จากหมอ
- ครีมกันแดดคือ “ยารักษาฝ้า” ที่ดีที่สุด : ต่อให้คุณแม่ทาครีมบำรุงดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่ทากันแดด ฝ้าจะเข้มขึ้นทันทีค่ะ แนะนำให้เลือก Physical Sunscreen (ที่มีส่วนผสมของ Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide) ทาหนาๆ 2 ข้อนิ้วทุกเช้า เพราะสารกลุ่มนี้จะสะท้อนรังสียูวีออกไป ไม่ซึมเข้าผิว ปลอดภัยต่อลูกน้อยแน่นอนค่ะ
- ห้ามซื้อ “ครีมชุดรักษาฝ้า” หรือครีมหน้าขาวใสที่ไม่มี อย. มาใช้เด็ดขาด : เพราะมักจะมีส่วนผสมของสารปรอท, สเตียรอยด์ หรือไฮโดรควิโนนเข้มข้นซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายรุนแรงต่อพัฒนาการของลูกในท้องค่ะ
- เน้นการป้องกันและฟื้นฟูหลังคลอด : ช่วงท้อง ฝ้าอาจจะเข้มขึ้นตามธรรมชาติของฮอร์โมน คุณแม่ไม่ต้องเครียดนะคะ ให้เน้นทากันแดดและบำรุงประคองผิวไว้ก่อน พอคลอดน้องและหมดช่วงให้นมบุตรแล้ว เราค่อยมาจัดเต็มกู้ผิวด้วยเครื่องยกกระชับ เมโสหน้าใส หรือเลเซอร์รักษาฝ้ากันทีหลังได้ค่ะ
- สิวคนท้อง ( Pregnancy Acne ) : ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ประกอบกับรูขุมขนอุดตันได้ง่าย คุณแม่หลายท่านที่ไม่เคยเป็นสิวเลย จึงอาจจะมีสิวอักเสบและสิวอุดตันบุกขึ้นมาในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองค่ะ
| ประเภทตัวยา | ❌ ตัวยาสิวที่ “ต้องเลี่ยงเด็ดขาด” ( อันตรายต่อทารก ) | ตัวยาสิวที่ “ใช้ได้อย่างปลอดภัย” ( แนะนำ ) |
| ยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามิน A (ลดการอุดตัน) | * Tretinoin (เช่น Retin-A) * Adapalene (เช่น Differin) * Tazarotene ⚠️ เสี่ยงต่อภาวะทารกพิการแต่กำเนิด | * Azelaic Acid (เช่น Skinoren) : ช่วยลดอุดตัน ลดอักเสบ และช่วยลดรอยดำฝ้าได้ดีมาก * Bakuchiol : สารสกัดธรรมชาติที่ทำหน้าที่คล้ายวิตามิน A แต่ปลอดภัยสูง |
| ยาทาฆ่าเชื้อ และลดสิวอักเสบ | * High-dose Salicylic Acid (BHA) เข้มข้นสูง (เช่น ยาแต้มสิวลอกผิวเข้มข้น >2%) ⚠️ ซึมเข้ากระแสเลือด และเสี่ยงต่อการแปรปรวนของทารก | * Benzoyl Peroxide (BP) (เช่น Benzac) : ใช้แต้มสิวอักเสบหรือละลายสิวอุดตันได้ (แนะนำเข้มข้นต่ำ 2.5%-5%) * Clindamycin / Erythromycin : ยาแต้มสิวกลุ่มปฏิชีวนะชนิดทาภายนอก ใช้แต้มสิวหัวหนองได้ปลอดภัย * Low-dose BHA (≤ 2%) : เช่น โฟมล้างหน้าล้างออกทันที ใช้ได้ตามแพทย์แนะนำ |
| ยารับประทานรักษาสิว (ชนิดกิน ) | * Isotretinoin (เช่น Roaccutane, Acnotin) ⚠️ อันตรายรุนแรงที่สุด ! ทารกพิการแต่กำเนิด 100% * Doxycycline / Tetracycline⚠️ ส่งผลให้กระดูกเด็กผิดปกติ และฟันของลูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถาวร | * Erythromycin / Amoxicillin : ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (กรณีสิวอักเสบรุนแรงทั่วหน้า) ⚠️ ต้องอยู่ภายใต้การสั่งยาและควบคุมโดยแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับสูตินรีแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อทานเองเด็ดขาดค่ะ |
💡 ทริคเพิ่มเติมจากหมอในการดูแลสิวคนท้อง
- เน้นการทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน : เลือกใช้เจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ( Mild Cleanser) ที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีพาราเบน เพื่อลดการระคายเคือง
- อย่าปล่อยให้ผิวแห้งเกินไป : คุณแม่บางท่านพอเป็นสิวแล้วชอบใช้โฟมล้างหน้าทีทำให้หน้าแห้งตึง ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมาสู้และสิวขึ้นกว่าเดิม แนะนำให้ใช้บำรุงสูตร Oil-Free หรือ Non-Comedogenic เพื่อเติมความชุ่มชื้นแบบปลอดภัยค่ะ
- ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ : หากสิวบุกหนักจนหมดความมั่นใจ ไม่แนะนำให้กดสิวเองหรือซื้อยาแต้มสิวตามอินเทอร์เน็ตนะคะ ทักมาปรึกษาหมอหรือทีมแพทย์ที่ SUPA-KUNN CLINIC ได้เลยค่ะ เรามีแนวทางการดูแลสิวสำหรับคุณแม่โดยเฉพาะที่ทั้งปลอดภัยต่อลูกน้อยและเห็นผลจริงค่ะ 🤍
- รอยแตกลาย ( Stretch Marks หรือ Striae Gravidarum ) : เกิดจากหน้าท้องและหน้าอกขยายขนาดอย่างรวดเร็ว จนเนื้อเยื่อและเส้นใยคอลลาเจน-อีลาสตินใต้ผิวหนังเกิดการฉีกขาด ในระยะแรกจะเป็นเส้นสีแดงหรือม่วง ( Striae Rubrae) ก่อนจะกลายเป็นรอยแผลเป็นสีขาวซีด ( Striae Albae) ในที่สุดค่ะ
- ผิวแห้งและคัน ( Dryness & Pruritus ) : ร่างกายของคุณแม่จะดึงน้ำไปเลี้ยงทารกและเพิ่มปริมาณเลือดในร่างกาย ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ผิวจึงแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย และตามมาด้วยอาการคันยิบๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องที่ขยายตัวค่ะ
คำถามที่พบบ่อย ที่คนไข้มักเข้ามาปรึกษา ที่คลินิก
1.สารเคมีต้องห้ามในสกินแคร์ที่คุณแม่ท้องและให้นมบุตร ” ต้องเลี่ยง ! “
สิ่งแรกที่คุณแม่ต้องทำคือการตรวจสอบส่วนผสมข้างขวดสกินแคร์อย่างละเอียดค่ะ เพราะสารบางชนิดสามารถซึมผ่านชั้นผิวเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ หรือปนเปื้อนผ่านทางน้ำนมได้
❌ สารอันตรายที่ต้อง ” หยุด ” ทันที ( Contraindicated Ingredients)
- กลุ่มเรตินอยด์ ( Topical Retinoids / Vitamin A ) : เช่น Retinol, Retinyl Palmitate, Tretinoin, และ Adapalene
- เหตุผลทางการแพทย์ : แม้จะเป็นยาทาภายนอก แต่มีรายงานวิจัยทางการแพทย์เตือนว่า สารกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับภาวะพิการแต่กำเนิดของทารก ( Retinoid Embryopathy) จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงเด็ดขาดตลอดการตั้งครรภ์และให้นมบุตรค่ะ
- Salicylic Acid ( BHA ) ในโดสสูง :
- เหตุผลทางการแพทย์ : BHA ในความเข้มข้นสูง ( เช่น ยาทาแต้มสิวกลุ่มผลัดเซลล์ผิวเข้มข้น หรือยาทาน ) มีโครงสร้างคล้ายกับยาแอสไพริน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งหรือความผิดปกติของทารกได้ อย่างไรก็ตาม หากอยู่ในโฟมล้างหน้าที่มีความเข้มข้นไม่เกิน 2% และล้างออกทันที ยังถือว่ามีความปลอดภัยต่ำ แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ( แต่ถ้าเลี่ยงได้ในช่วง 3 เดือนแรกจะดีที่สุดค่ะ )
- Hydroquinone ( ไฮโดรควิโนน ) :
- เหตุผลทางการแพทย์ : สารรักษาฝ้าตัวนี้มีอัตราการซึมผ่านผิวเข้าสู่ร่างกายสูงมากผิดปกติ ( Systemic Absorption อยู่ที่ประมาณ 35-45%) ซึ่งถือว่าสูงเกินไปสำหรับการใช้ในสตรีมีครรภ์ค่ะ
🌿 สารสกัดทางเลือก…กู้ผิวสวยได้อย่างปลอดภัย ( Safe Alternatives )
- Bakuchiol ( บากูชิอล ) : สารสกัดธรรมชาติจากเมล็ดของต้น Babchi มีงานวิจัยทางคลินิกตีพิมพ์ใน British Journal of Dermatology ยืนยันว่า ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและลดเลือนริ้วรอยได้ดีเทียบเท่ากับ Retinol แต่มีความอ่อนโยนสูง และปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรค่ะ
- Azelaic Acid : สารตัวนี้ปลอดภัยมากสำหรับการรักษาสิวและรอยดำในคุณแม่ตั้งครรภ์ ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ต้านเชื้อแบคทีเรีย และลดเม็ดสีเข้มข้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Vitamin C ( Ascorbic Acid ) & Niacinamide ( Vitamin B3 ) : สารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยกู้ผิวหมองคล้ำ เสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ( Skin Barrier ) ให้แข็งแรง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อทารก
2.❌ ” กลัวจนไม่กล้าทาครีมหรือกันแดดเลย ” … เป็นวิธีที่ถูกต้องไหม ?
หมอขอตอบเสียงดังฟังชัดเลยค่ะว่า ” ไม่ถูกต้องและเป็นอันตรายต่อผิวคุณแม่ในระยะยาวมากค่ะ “
คุณแม่หลายท่านกลัวว่าสารเคมีจะซึมไปถึงลูก เลยเลือกที่จะ หยุดทาทุกอย่าง แม้กระทั่งครีมบำรุงพื้นฐานและกันแดด ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ แสงแดดและรังสี UV จะเข้าไปกระตุ้นฮอร์โมนที่แปรปรวนอยู่แล้ว
ทำให้ ฝ้าเข้มขึ้นลึกจนถึงชั้นผิวแท้ ( Deep Melasma) ซึ่งหลังคลอดแล้วรักษายากมาก หรือผิวที่แห้งขาดการบำรุงก็จะแตกลายได้ง่ายและรุนแรงขึ้น
หลักการที่ถูกต้องคือ : คุณแม่ยังคง ” ต้องบำรุงผิวและทากันแดดทุกวัน ” เพียงแต่ต้องเปลี่ยนมาใช้สกินแคร์สูตรที่ปลอดภัยสำหรับคนท้อง ( Pregnancy-Safe) เช่น เลือกใช้ Physical Sunscreen ( ที่ใช้ Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide ) ซึ่งทำหน้าที่สะท้อนแสงแดดอยู่บนผิว ไม่ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ปลอดภัยต่อลูกน้อย 100% และช่วยปกป้องผิวคุณแม่ไม่ให้พังค่ะ
3.กลัว ” รอยแตกลาย ” จัดการอย่างไร ให้เห็นผลจริง
1. เลือกครีมกันรอยแตกลาย ส่วนประกอบแบบไหนที่เห็นผล?
ทางการแพทย์ระบุว่า ครีมที่จะช่วยลดรอยแตกลายได้จริง ต้องมีคุณสมบัติในการเติมความชุ่มชื้นขั้นสุด และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมผิวที่ฉีกขาด โดยให้มองหาส่วนผสมเหล่านี้ค่ะ :
- Centella Asiatica (สารสกัดจากใบบัวบก ) : มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับอย่างชัดเจนว่า ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นสูง รองรับการขยายตัวได้ดีเยี่ยม
- Shea Butter & Cocoa Butter : ไขมันธรรมชาติเนื้อเข้มข้น ช่วยเคลือบปกป้องผิว ลดการสูญเสียน้ำ และบรรเทาอาการคันผิวหนังได้ดีมาก
- Hyaluronic Acid : ช่วยเติมน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิว ทำให้ผิวหนังนุ่มและยืดหยุ่น ไม่ปริแตกง่าย
- Natural Oils ( เช่น Sweet Almond Oil, Argan Oil, Rosehip Oil) : อุดมไปด้วยวิตามินและกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว
2. ทาครีมแล้วยังต้องทา Oil อีกไหม ? และเรียงลำดับอย่างไร ?
คำตอบคือ : แนะนำให้ทาทั้งคู่ควบคู่กันค่ะ ! เพราะครีมและออยล์ทำหน้าที่ต่างกัน ครีมจะซึมเข้าไปเติมความชุ่มชื้นและสารบำรุงในชั้นผิว ส่วนออยล์จะทำหน้าที่เป็นโล่กำบัง (Occlusive) คอยล็อกความชุ่มชื้นนั้นไม่ให้ระเหยออกไปค่ะ
ขั้นตอนการทาที่ถูกต้อง ( หลังอาบน้ำทันทีตอนผิวหมาดๆ ) :
- ลง ” ครีม ” ก่อน : ทาครีมบำรุงกันรอยแตกลายลงไปก่อน นวด วนเบาๆ เป็นวงกลมเพื่อให้สารบำรุงและสารสกัดซึมเข้าสู่ชั้นผิว
- ตามด้วย ” Oi l” เป็นขั้นตอนสุดท้าย : ลูบไล้ออยล์ทับลงไปในบริเวณเดิม เพื่อล็อกครีมและความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวได้ยาวนานตลอดวัน
- ทริคจากหมอ : การทาตอนผิวหมาดจะช่วยให้น้ำที่เกาะบนผิวถูกล็อกไว้ ผิวจะนุ่มชุ่มชื้นขึ้นเป็น 2 เท่าค่ะ
3. เริ่มทาตอนอายุครรภ์เท่าไร และ เลิกทาตอนไหนดี ?
- เริ่มทาตอนไหน ? เริ่มทาได้ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่า ” ตั้งครรภ์ ” (ไตรมาสแรก) เลยค่ะ ไม่ต้องรอให้ท้องเริ่มโตหรือเริ่มคันนะคะ เพราะเราจำเป็นต้องเตรียมความยืดหยุ่นให้ผิวหนังล่วงหน้า เปรียบเหมือนการเติมน้ำให้ลูกโป่งนุ่มนิ่มก่อนที่จะเป่าลมเข้าไป ผิวจะได้ขยายตัวได้โดยไม่ฉีกขาดค่ะ
- เลิกทาตอนไหน ? หลังคลอดแล้ว ” ยังห้ามเลิกทาทันทีนะคะ ” คุณแม่ควรทาต่อเนื่องไปอย่างน้อย 3 – 6 เดือนหลังคลอด หรือจนกว่าน้ำหนักตัวและขนาดหน้าท้องจะเข้าที่ เพราะช่วงหลังคลอด ผิวหนังจะมีการหดตัวอย่างรวดเร็ว ( ดิ่งลง ) หากผิวขาดความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นในช่วงนี้ ก็สามารถเกิดรอยแตกลายหลังคลอดได้เช่นกันค่ะ
วิธีป้องกันและการเลือกผลิตภัณฑ์ :
- เริ่มให้ไวที่สุด : ควรเริ่มทาครีมบำรุงบริเวณหน้าท้อง สะโพก และต้นขา ตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์
(ไตรมาสแรก) ไม่ต้องรอให้ท้องเริ่มขยายขนาดยักษ์นะคะ เพราะการเตรียมผิวให้ยืดหยุ่นล่วงหน้าจะช่วยลดการฉีกขาดได้ดีที่สุดค่ะ - หลักการเลือกผลิตภัณฑ์ : มองหาครีมบำรุงเนื้อเข้มข้นสูงที่มีส่วนผสมของ Shea Butter, Cocoa Butter, Almond Oil และที่สำคัญควรมีสารสกัดจาก Centella Asiatica (ใบบัวบก) ซึ่งมีผลวิจัยทางการแพทย์รองรับว่าช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและอีลาสติน พร้อมลดการอักเสบของผิวหนังได้ดี
- เทคนิคการทาครีม : แนะนำให้ทาทันทีหลังอาบน้ำเสร็จในขณะที่ผิวกำลังหมาดๆ เพราะเป็นช่วงที่ผิวเปิดรับสารบำรุงได้ดีที่สุด ให้ใช้วิธี “นวด วนเป็นวงกลมอย่างเบามือ” เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้เนื้อครีมซึมลึกเข้าสู่ชั้นผิวที่มีการขยายตัวค่ะ
ที่ SUPA-KUNN CLINIC หมอและทีมงานอยากให้คุณแม่มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ไตรมาส การดูแลผิวอย่างถูกวิธีด้วยความใส่ใจและมืออาชีพ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องผิวคุณแม่ให้สวยสดใส แต่ยังเป็นการส่งต่อความรักและความปลอดภัยไปถึงเบบี๋ในครรภ์ด้วยค่ะ หากคุณแม่มีข้อสงสัยเรื่องสกินแคร์ชิ้นไหน สามารถส่งมาให้หมอช่วยเช็กส่วนประกอบได้เสมอเลยนะคะ 🤍
นอกจากนี้ หมอได้รวบรวม 7 คำถามยอดฮิต (FAQ) ที่คุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรมักจะค้นหาบน Google หรือปรึกษา AI บ่อยที่สุด พร้อมคำตอบทางการแพทย์ที่ย่อยง่าย จริงใจ และตรงประเด็น มาให้คุณแม่เซฟเก็บไว้เป็นคู่มือคลายกังวลได้เลยค่ะ
Q1 : คนท้องทำไฮฟู่ (HIFU) อัลเทอร่า (Ultherapy) หรือเลเซอร์ได้ไหม?
คำตอบจากหมอ : ทำได้บางหัตถการ แต่มีเงื่อนไขสำคัญค่ะ
- เครื่องยกกระชับ ( Ultherapy Prime, Thermage, Oligio, Xerf ) : พลังงานคลื่นเสียง (Ultrasound) หรือคลื่นวิทยุ (RF) เหล่านี้ทำหน้าที่เฉพาะในชั้นผิว ไม่กระจายไปถึงมดลูกและไม่ทำอันตรายต่อทารกค่ะ แต่หมอแนะนำให้ทำช่วงหลังคลอดหรือช่วงให้นมบุตรจะดีที่สุด เนื่องจากตอนตั้งครรภ์ฮอร์โมนแปรปรวน ผิวจะไวและเจ็บง่ายกว่าปกติ
- เลเซอร์ ( เลเซอร์รักษารอยสิว/ฝ้า ) : สามารถทำได้ค่ะ แต่ผิวคุณแม่จะไวต่อแสงและเกิดรอยดำได้ง่ายหลังทำ จึงต้องดูแลปกป้องผิวจากแดดเป็นพิเศษ
- ⚠️ กฎเหล็กทางการแพทย์ : หากจำเป็นต้องทำขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ต้องงดการแปะยาชาเด็ดขาด (เพราะยาชาซึมเข้ากระแสเลือดได้) โดยให้ใช้การประคบเย็นจัดแทน และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดค่ะ
Q2 : ครีมกันแดดแบบไหนที่คนท้องใช้ได้ปลอดภัย 100%?
คำตอบจากหมอ : ให้เลือกครีมกันแดดประเภท Physical Sunscreen (หรือบางแบรนด์เรียกว่า Mineral / Non-Chemical Sunscreen) ค่ะ
- วิธีสังเกต : ดูที่ส่วนผสมข้างกล่อง ต้องมีสารหลักคือ Zinc Oxide และ/หรือ Titanium Dioxide
- ทำไมถึงปลอดภัย? : สารกลุ่มนี้จะทำหน้าที่เป็นหน้ากากสะท้อนรังสี UV ออกไปจากผิวทันที โดยไม่มีการซึมเข้าสู่ผิวหนังหรือกระแสเลือด จึงปลอดภัยต่อทารกในครรภ์และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวที่บอบบางของคุณแม่ค่ะ (เลี่ยงกลุ่ม Chemical Sunscreen ที่มีสาร Oxybenzone หรือ Avobenzone ไปก่อนนะคะ)
Q3 : ท้องแล้วสิวบุกหนักมาก กดสิวหรือใช้แผ่นแปะสิวได้ไหม?
คำตอบจากหมอ : กดสิวได้ และใช้แผ่นแปะสิวได้ค่ะ
- การกดสิว : แนะนำให้กดสิวอุดตันโดยผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่สะอาดและได้มาตรฐาน เพื่อลดโอกาสสิวอักเสบลุกลาม ( งดการฉีดสิว เพราะมีตัวยาสเตียรอยด์ ไปก่อนนะคุณแม่ )
- แผ่นแปะสิว : ใช้ได้ปลอดภัยค่ะ เพราะทำหน้าที่ช่วยดูดซับของเหลวและหนองจากเม็ดสิวโดยตรง ไม่ได้มีส่วนผสมของยากลุ่มเรตินอยด์ที่อันตรายค่ะ
Q4 : ช่วงท้อง/ให้นมลูก ฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือเมโสหน้าใสได้ไหม?
คำตอบจากหมอ : ทางการแพทย์แนะนำให้ “งดเว้นไปก่อน” ตลอดการตั้งครรภ์และให้นมบุตรค่ะ
- แม้จะยังไม่มีงานวิจัยชี้ชัดว่าสารเหล่านี้ส่งผลอันตรายต่อทารกโดยตรง แต่เนื่องจากเป็นหัตถการประเภทฉีดสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย หากเกิดผลข้างเคียง เช่น การแพ้ การติดเชื้อ หรืออักเสบ การจ่ายยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบเพื่อรักษาคุณแม่จะทำได้ยากมากเพราะข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ อดใจรอคลอดและหยุดให้นมก่อน แล้วค่อยมาจัดเต็มกันนะคะ
Q5 : รักแร้ ขาหนีบ คอ ดำคล้ำเป็นปื้นตอนท้อง หลังคลอดจะหายไหม?
คำตอบจากหมอ : คลายกังวลได้เลยค่ะ ส่วนใหญ่จะค่อยๆ จางลงไปเองหลังคลอดค่ะ
- อาการผิวคล้ำตามข้อพับ หรือเส้นดำกลางหน้าท้อง ( Linea Nigra ) เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและ Progesterone กระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดสีชั่วคราวในช่วงตั้งครรภ์ พอคลอดน้องแล้ว ระดับฮอร์โมนจะดิ่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รอยดำเหล่านี้จะค่อยๆ จางลงภายใน 3-6 เดือนค่ะ ระหว่างนี้คุณแม่ห้ามใช้ครีมแรงๆ ไปขัดถูรุนแรงนะคะ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวระคายเคืองและดำกว่าเดิม ให้เน้นทาบำรุงที่อ่อนโยนก็พอค่ะ
Q6 : กรดผลไม้ (AHA/BHA) คนท้องใช้ได้ไหม ความเข้มข้นเท่าไรถึงปลอดภัย?
คำตอบจากหมอ : ใช้ได้ค่ะ แต่ต้องคุมความเข้มข้นให้ดี
- AHA (เช่น Glycolic Acid, Lactic Acid) : ใช้ได้ค่อนข้างปลอดภัยในการผลัดเซลล์ผิวและลดรอยดำ แนะนำให้ใช้ความเข้มข้นต่ำๆ (ไม่เกิน 8-10%)
- BHA (Salicylic Acid) : ตัวนี้ซึมเข้าผิวได้ลึกกว่า ทางการแพทย์แนะนำให้ใช้ความเข้มข้นไม่เกิน 2% และควรอยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ล้างออกทันที เช่น เจลหรือโฟมล้างหน้า ส่วนยากลุ่ม BHA ชนิดทาทิ้งไว้หรือแต้มสิวเข้มข้นสูง หมอแนะนำให้เลี่ยงไปก่อนในไตรมาสแรกค่ะ
Q7 : ครีมกันรอยแตกลาย ต้องทาตั้งแต่ตอนไหน และทาอย่างไรไม่ให้ท้องแตก?
คำตอบจากหมอ : ต้องทาตั้งแต่ “รู้ว่าท้องวันแรก” และห้ามสลับลำดับครีมกับออยล์เด็ดขาดค่ะ
- คุณแม่หลายท่านชอบรอให้ท้องโตหรือเริ่มคันก่อนค่อยทา ซึ่งตอนนั้นเส้นใยผิวข้างใต้ปริแตกไปแล้วค่ะ การทาตั้งแต่ไตรมาสแรกจะช่วยเตรียมความยืดหยุ่นให้ผิวล่วงหน้า
- เทคนิคสูตรลับหน้าท้องเนียน : หลังอาบน้ำเสร็จตอนผิวหมาดๆ ให้ลง “เนื้อครีมบำรุงลึก”
(กลุ่มที่มี Centella หรือ Shea Butter) นวด วนเบาๆ ก่อน เพื่อให้สารสกัดซึมเข้าผิว จากนั้นค่อยลูบไล้ “Body Oil” ทับเป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะล็อกความชุ่มชื้นไว้ไม่ให้ระเหยออกค่ะ ทาต่อเนื่องยาวไปจนถึง 3-6 เดือนหลังคลอดด้วยนะคะ เพราะตอนท้องยุบผิวก็สามารถแตกลายได้เช่นกันค่ะ
คู่มือรับมือและกู้ผิวพังหลังคลอด สำหรับคุณแม่ให้นมบุตร
ความสุขของการได้เห็นหน้าลูกน้อยหลังจากอุ้มท้องมานาน 9 เดือน เป็นความรู้สึกที่อัศจรรย์มากเลยใช่ไหมคะคุณแม่? แต่สิ่งที่ตามมาหลอกหลอนคุณแม่หลายๆ ท่านหลังคลอดแบบไม่ทันตั้งตัวก็คือ “ สภาพผิวที่พังและโทรมลงอย่างรวดเร็ว ”
4 ปัญหาผิวหลังคลอดที่คุณแม่เข้ามาปรึกษาบ่อยที่สุด
พร้อมวิธีป้องกันและแก้ไข
1. ปัญหา “ฝ้าฮอร์โมน” และผิวหมองคล้ำสะสม
คุณแม่หลายคนตอนท้องฝ้าขึ้นแค่จางๆ แต่พอหลังคลอดปุ๊บ ฝ้ากลับเข้มขึ้นชัดเจนจนตกใจ นั่นเป็นเพราะเม็ดสีเมลานินที่ถูกฮอร์โมนกระตุ้นไว้ตั้งแต่ตอนท้อง มันฝังลึกและลอยเด่นขึ้นมาบนชั้นผิวหนังกำพร้าค่ะ
สาเหตุทางการแพทย์ : การที่ฮอร์โมน MSH พุ่งสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ จะไปกระตุ้นให้เซลล์เม็ดสีทำงานหนักขึ้น ทำให้เกิด ” ฝ้าฮอร์โมน (Melasma) “ และผิวคล้ำตามข้อพับ หลังคลอดแล้วฮอร์โมนจะดิ่งลดลง แต่เม็ดสีที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วมักจะฝังลึกและไม่หายไปเอง
วิธีดูแลรักษา :
- เน้นสกินแคร์สาย Safe : ใช้กลุ่มวิตามินซีเข้มข้น และ Azelaic Acid เพื่อช่วยปรับเม็ดสีให้สว่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
วิธีป้องกัน :
- กางโล่ปกป้องผิวด้วย ครีมกันแดด : ผิวของคุณแม่ช่วงนี้จะไวต่อแสงแดดมาก การทาครีมกันแดดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยต้องเลือกใช้ Physical Sunscreen (หรือ Mineral Sunscreen) ที่ใช้สารหลักเป็น Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide สารกลุ่มนี้จะทำหน้าที่สะท้อนรังสี UV ออกไปจากผิวทันทีโดยไม่เกิดการซึมเข้าสู่กระแสเลือด จึงปลอดภัยต่อเบบี๋ 100% ค่ะ
วิธีแก้ไข :
- เลือกสกินแคร์สาย Safe : ใช้สารสกัดกลุ่ม Azelaic Acid, Vitamin C เข้มข้น หรือ Niacinamide ( Vitamin B3 ) ช่วยยับยั้งและบล็อกการขนส่งเม็ดสีอย่างอ่อนโยน
- ห้ามเด็ดขาด : ห้ามใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Hydroquinone (ไฮโดรควิโนน) หรือ Alpha-Arbutin ช่วงให้นมบุตรเด็ดขาด เพราะซึมเข้ากระแสเลือดสูงและผ่านทางน้ำนมได้ค่ะ
2. ปัญหาริ้วรอย ผิวฝ่อแห้งกร้าน และหน้าโทรม (ผิวขาดนอน)
สาเหตุทางการแพทย์ : ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่เคยช่วยให้ผิวฟูอิ่มน้ำตอนตั้งครรภ์ตกลงอย่างรวดเร็วหลังคลอด ประกอบกับการที่คุณแม่ต้องตื่นมาปั๊มนมและดูแลเบบี๋ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ผิวจึงขาดน้ำ คอลลาเจนสลายตัวไว จนเกิดริ้วรอยตื้นๆ และหน้าดูโทรมเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายปี การพักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจากต้องดูแลลูกน้อย ส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น คอลลาเจนในชั้นผิวสลายตัวเร็วกว่าปกติ ทำให้ผิวดูแห้งกร้าน เกิดริ้วรอยตื้นๆ และเริ่มหย่อนคล้อย
- วิธีป้องกัน :
- เน้นเติมน้ำให้ผิว : ทามอยส์บำรุงเนื้อเข้มข้นที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid หรือ Ceramide ทันทีหลังอาบน้ำเพื่อล็อกความชุ่มชื้นไม่ให้ผิวแห้งกร้าน
- วิธีแก้ไขด้วยสกินแคร์ :
- ใช้ Bakuchiol (บากูชิอล) สารสกัดจากธรรมชาติที่ทำหน้าที่กระตุ้นคอลลาเจนและลดเลือนริ้วรอยได้ดีเยี่ยม แต่ปลอดภัยสูงสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร (เลี่ยงกลุ่ม Retinol ยาปฏิชีวนะรักษาสิวตระกูลวิตามิน A ไปก่อนนะคะ)
- วิธีแก้ไขทางการแพทย์ด้วยเครื่องยกกระชับ (Gold Standard) :
- หากสกินแคร์เอาไม่อยู่ คุณแม่ที่ให้นมบุตรสามารถเลือกทำหัตถการยกกระชับผิวในโปรแกรม S+ Signature Lifting ที่สุภากาญจน์คลินิกได้ค่ะ ซึ่งแพทย์จะประเมินผิวและเลือกผสมผสานเครื่องมือมาตรฐานระดับโลกอย่าง Ultherapy Prime, Thermage, Oligio, Xerf หรือ Morpheus8 เพื่อส่งพลังงานคลื่นเสียงหรือคลื่นวิทยุลงไปกระตุ้นคอลลาเจนลึกถึงชั้น SMAS ช่วยให้ผิวแน่น ฟู อิ่มน้ำ หน้าดูสดใสขึ้นทันตา
- ⚠️ ข้อควรระวังทางการแพทย์ : หัตถการเหล่านี้ปลอดภัยต่อการให้นมบุตรเพราะเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ไม่มีสารเคมีเข้าร่างกาย แต่คุณแม่ต้องงดการแปะยาชา (ใช้การประคบเย็นจัดแทน) เพื่อป้องกันไม่ให้ยาชาซึมเข้ากระแสเลือดค่ะ
👵 จัดการปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
แนวทางการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ (เครื่องยกกระชับ) :
ในช่วงที่ยังให้นมบุตร หมอจะไม่แนะนำการฉีดปรับรูปหน้าบางประเภทที่มีสารเคมีเข้มข้น แต่คุณแม่สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องยกกระชับในกลุ่ม Gold Standard เพื่อฟื้นฟูผิวจากภายในได้อย่างปลอดภัยค่ะ
สำหรับโปรแกรม S+ Signature Lifting ที่สุภากาญจน์คลินิก (SUPA-KUNN CLINIC) เป็นโปรแกรมซิกเนเจอร์ที่หมอ ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์โครงสร้างผิวที่ร่วงโรยและอ่อนล้าของคุณแม่หลังคลอดโดยเฉพาะค่ะ โดยเน้นยึดหลักการดูแลอย่างอบอุ่น จริงใจ และมีความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้คุณแม่ได้รับความปลอดภัยสูงสุดควบคู่ไปกับผลลัพธ์ที่ชัดเจนค่ะ
ที่ SUPA-KUNN CLINIC เราออกแบบโปรแกรม S+ Signature Lifting ขึ้นมาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคุณแม่เป็นหลัก โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินโครงสร้างผิว ยึดหลักการดูแลอย่างอบอุ่นและเป็นมืออาชีพ เพื่อผสมผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด :
🌟 เครื่องมือที่เหมาะที่สุดสำหรับ ” ผิวคุณแม่หลังคลอดที่อดนอน “
สำหรับคุณแม่ที่ต้องตื่นมาปั๊มนม ขาดการนอนหลับที่ต่อเนื่อง ผิวจะเกิดภาวะแห้งกร้าน คอลลาเจนฝ่อตัว และขาดความยืดหยุ่นอย่างรวดเร็ว เครื่องมือที่เป็น Gold Standard และหมอแนะนำที่สุดคือ :
- Ultherapy Prime ( เน้นยกกระชับและฟื้นฟูโครงสร้างลึก ) :
- เหมาะสำหรับ : คุณแม่ที่มีปัญหาผิวฝ่อ หน้าดูโทรมและหย่อนคล้อยจากฮอร์โมนที่ดิ่งลดลง
- การทำงาน : ตัวเครื่องจะส่งพลังงานคลื่นเสียงลึกถึงชั้น SMAS (สำหรับ Ultherapy) หรือคลื่นวิทยุความถี่สูง (สำหรับ Thermage) เข้าไปกระตุ้นการรีบูทและสร้างคอลลาเจนใหม่จากชิ้นลึก ช่วยให้ผิวกลับมาแน่น ฟู และอิ่มน้ำเหมือนได้นอนเต็มอิ่ม 8 ชั่วโมงทุกวันเลยค่ะ
- Oligio / OligioX / Xerf / Thermage ( เน้นงานผิวฟู ละมุน อ่อนเยาว์ แบบไม่มีดาวน์ไทม์ ) :
- เหมาะสำหรับ : คุณแม่ที่มีเวลาน้อย ไม่อยากให้หน้าแดง และต้องการความสบายผิวขณะทำ
- การทำงาน : เป็นคลื่นวิทยุ ( RF) ที่เน้นการเติมความยืดหยุ่น กระชับผิวเฉพาะจุด เช่น ความหย่อนคล้อยรอบดวงตาที่อิดโรย และเหนียงใต้คาง ช่วยให้กรอบหน้าชัดและผิวแน่นกระชับขึ้นทันที โดยที่คุณแม่ทำเสร็จแล้วสามารถกลับไปเลี้ยงลูกต่อได้เลย ไม่มีดาวน์ไทม์ค่ะ
- Morpheus8 / Inmode Optimus Max :
- สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาผิวฝ่อ ขาดความกระชับ หรือต้องการปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนหลังคลอด
⚠️ ความปลอดภัยที่คุณแม่ให้นมบุตรมั่นใจได้ : เครื่องมือกลุ่มนี้ใช้พลังงานบริสุทธิ์ (คลื่นเสียง/คลื่นวิทยุ) ไม่มีการส่งผ่านสารเคมีใดๆ เข้าสู่กระแสเลือด จึงไม่ผ่านไปถึงน้ำนมและปลอดภัยต่อเบบี๋ 100% ค่ะ แต่ คุณแม่จำเป็นต้องงดการแปะยาชา (เนื่องจากยาชาอาจซึมเข้ากระแสเลือดได้ในปริมาณเล็กน้อย) โดยหมอจะใช้ เทคนิคการประคบเย็นจัด (Super Cooling) ตลอดการทำเพื่อดูแลคุณแม่ให้สบายผิวที่สุดค่ะ หรือ เลือกโปรแกรมที่เจ็บน้อยมากๆ แทบไม่เจ็บเลย โดยไม่ต้องทายาชาค่ะ
⚠️ คำแนะนำจากหมอ : การทำหัตถการยกกระชับเหล่านี้ใช้พลังงานบริสุทธิ์ (คลื่นเสียง/คลื่นวิทยุ) ไม่มีการส่งผ่านสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย จึงปลอดภัยต่อการให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม คุณแม่จำเป็นต้องงดการแปะยาชา (เนื่องจากยาชาอาจซึมเข้ากระแสเลือดได้ในปริมาณเล็กน้อย) โดยหมอจะใช้เทคนิคการประคบเย็นจัดเพื่อบรรเทาอาการแทน และหัตถการทั้งหมดต้องทำโดยแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญเท่านั้นค่ะ
3. ปัญหารอยแตกลายหลังคลอด ( เมื่อท้องยุบกระทันหัน )
🤰 จัดการกับปัญหารอยแตกลาย ( Stretch Marks )
สาเหตุทางการแพทย์ : เกิดจากเนื้อเยื่อและผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามอายุครรภ์ จนทำให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน (Elastin) ในผิวชั้นเดอร์มิส (Dermis) เกิดการฉีกขาด ผิวจึงอักเสบและเกิดเป็นเส้นสีแดงขุ่นในระยะแรก ก่อนจะกลายเป็นรอยแผลเป็นสีขาวในที่สุด
คุณแม่มักเข้าใจผิดว่ารอยแตกลายจะเกิดแค่ตอนท้องขยายใหญ่ แต่ความจริงแล้ว ตอนคลอดที่หน้าท้องหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ผิวก็สามารถเกิดการปริแตกและอักเสบจนเกิดรอยแตกลายได้เช่นกันค่ะ
- วิธีป้องกัน :
- ทาครีมต่อเนื่องห้ามหยุด : หลังคลอดแล้ว ห้ามเก็บครีมทาท้องเด็ดขาดค่ะ คุณแม่ยังคงต้องทาครีมบำรุงต่อเนื่องไปอย่างน้อย 3-6 เดือน จนกว่าน้ำหนักตัวและผิวหน้าท้องจะเข้าที่สมบูรณ์
- วิธีแก้ไขและเทคนิคการทาครีม :
- หลักการเลือกผลิตภัณฑ์ : เลือกครีมที่มีส่วนผสมของ Centella Asiatica (สารสกัดจากใบบัวบก) ซึ่งมีผลวิจัยรองรับว่าช่วยซ่อมแซมเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่ฉีกขาด ร่วมกับ Shea Butter หรือ Cocoa Butter
- เทคนิคสูตรลับดับรอยแตก : หลังอาบน้ำตอนผิวหมาดๆ ให้ลง “เนื้อครีมบำรุง” นวด วนเป็นวงกลมเบาๆ เพื่อให้สารสกัดซึมลึก จากนั้นให้ลูบไล้ ” Body Oil ” ทับเป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อทำหน้าที่เป็นหน้ากากล็อกความชุ่มชื้นไว้ไม่ให้ระเหยออก ผิวจะยืดหยุ่นได้ดีที่สุดค่ะ
4. ปัญหาสิวอุดตันและสิวอักเสบหลังคลอด
ความเครียดจากการเลี้ยงลูก การพักผ่อนน้อย และฮอร์โมนที่ยังไม่คงที่ ทำให้ต่อมไขมันทำงานผิดปกติ คุณแม่หลายท่านจึงมีสิวอุดตันและสิวอักเสบ พาลบุกขึ้นมาในช่วงนี้
- วิธีป้องกัน :
- รักษาความสะอาดของผิวหน้า ล้างหน้าด้วยเจลสูตรอ่อนโยน ( Mild Cleanser )
วันละ 2 ครั้ง และซับหน้าด้วยกระดาษทิชชู่สำหรับเช็ดหน้าโดยเฉพาะเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย
- รักษาความสะอาดของผิวหน้า ล้างหน้าด้วยเจลสูตรอ่อนโยน ( Mild Cleanser )
- วิธีแก้ไข :
- ตัวยาที่ใช้ได้ปลอดภัย : ใช้ Benzoyl Peroxide ( Benzac ) ความเข้มข้นต่ำ (2.5%) แต้มก่อนล้างหน้า, แต้มสิวอักเสบด้วย Clindamycin หรือใช้ Azelaic Acid ( Skinoren ) เพื่อช่วยลดทั้งสิวอุดตันและลดรอยดำไปพร้อมกันค่ะ
- ห้ามเด็ดขาด : ห้ามทานยาฆ่าสิวกลุ่ม Isotretinoin (Roaccutane/Acnotin)
ยาทากลุ่ม Retin-A / Differin หรือยากินกลุ่ม Doxycycline เด็ดขาด เพราะส่งผลอันตรายรุนแรงต่อลูกน้อยผ่านทางน้ำนมค่ะ
5. ปัญหารอยดำ รักแร้คล้ำ และหัวนมดำ ( Hyperpigmentation )
สาเหตุที่พบบ่อย : ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและ Progesterone ออกมาสูงมาก ซึ่งฮอร์โมนกลุ่มนี้จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ( Melanocytes ) ให้ทำงานไวขึ้นผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่มีความอ่อนไหวและไวต่อฮอร์โมนอยู่แล้ว เช่น หัวนม ลานนม รักแร้ ขาหนีบ และเส้นกลางหน้าท้อง ( Linea Nigra ) ผิวบริเวณเหล่านี้จึงเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
- วิธีป้องกัน :
- หลีกเลี่ยงการเสียดสี : การเสียดสีจะยิ่งกระตุ้นให้ผิวบริเวณนั้นผลิตเม็ดสีเพิ่มขึ้น คุณแม่ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าและชุดชั้นนอนที่นุ่มสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป
- ห้ามขัดถูรุนแรง : คุณแม่หลายท่านพยายามใช้สครับขัด หรือใช้ใยบวบถูแรงๆ เพราะคิดว่าเป็นขี้ไคล ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดและอันตรายมากค่ะ เพราะการรบกวนผิวที่ไวต่อฮอร์โมนจะยิ่งทำให้รักแร้หรือผิวข้อพับดำฝังลึกกว่าเดิม
- เน้นความชุ่มชื้น : ทาครีมบำรุงที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารผลัดเซลล์ผิวแรงๆ เพื่อลดการระคายเคือง
- วิธีแก้ไขทางการแพทย์ :
- โดยทั่วไปหลังคลอดและหมดช่วงให้นมบุตร เมื่อระดับฮอร์โมนกลับสู่ภาวะปกติ รอยดำเหล่านี้จะค่อยๆ จางลงบ้างตามธรรมชาติ แต่สำหรับคุณแม่หลายๆ ท่าน รอยดำอาจจะไม่ได้หายไปทั้งหมด หรือจางลงช้ามากจนทำให้หมดความมั่นใจ
- ที่ SUPA-KUNN CLINIC เราเข้าใจถึงความกังวลนี้ จึงได้ออกแบบ โปรแกรม Deluxe Laser นวัตกรรมเลเซอร์มาตรฐานระดับโลก ( US-FDA Approved ) ที่มีความปลอดภัยสูงมาก เพื่อตอบโจทย์การกู้คืนความกระจ่างใสให้คุณแม่หลังคลอดโดยเฉพาะค่ะ
- โปรแกรมนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นการ ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ( Personalized Treatment ) โดยแพทย์ผิวหนังจะประเมินความลึกและความเข้มของเม็ดสีในแต่ละจุดของคุณแม่ก่อน เพื่อเลือกใช้ความยาวคลื่นและพลังงานเลเซอร์ที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าไปย่อยสลายเม็ดสีเมลานินที่จับตัวกันเป็นก้อนให้แตกตัวออกอย่างอ่อนโยน โดยไม่ทำลายผิวหนังกำพร้าด้านบน ไม่ทำให้ผิวบาง และไม่มีดาวน์ไทม์ ช่วยคืนความมั่นใจ ให้ผิวรักแร้ ข้อพับ และจุดซ่อนเร้นของ
คุณแม่กลับมาเรียบเนียนสม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุดค่ะ
หมออยากให้คุณแม่สบายใจได้เลยนะคะว่า การเปลี่ยนแปลงของผิวทั้งหมดนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้และมีทางรักษาค่ะ หน้าที่ดูแลเบบี๋ตัวน้อยเป็นของคุณแม่ ส่วนหน้าที่ดูแลและเรียกคืนความมั่นใจให้ผิวพรรณของคุณแม่ ให้หมอและทีมแพทย์ที่ สุภากาญจน์คลินิก ช่วยดูแลอย่างอบอุ่นและเป็นมืออาชีพนะคะ 🤍
บทสรุปจากหมอ : ผิวของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดอาจจะแปรปรวนไปบ้าง แต่อย่าเพิ่งถอดใจหรือเครียดไปนะคะ เพราะความเครียดจะยิ่งกระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอลทำให้ผิวแย่ลงไปอีก
การเลือกดูแลผิวด้วยวิธีที่ถูกต้อง ปลอดภัย และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณแม่รักษาความสวย สดใส และสตรอง ไปพร้อมๆ กับการดูแลเบบี๋ตัวน้อยได้อย่างมั่นใจค่ะ
หากคุณแม่ท่านไหนมีคำถามหรืออยากให้หมอช่วยประเมินสภาพผิวอย่างละเอียด สามารถทักมาปรึกษาหมอและทีมแพทย์ได้เสมอที่ สุภากาญจน์คลินิก นะคะ หมอยินดีดูแลด้วยความจริงใจและอบอุ่นเสมอค่ะ 🤍
หมอเข้าใจดีที่สุดเลยค่ะว่าช่วงนี้เวลาแทบทั้งหมดของคุณแม่ต้องยกให้ลูกน้อย แต่อย่าลืมเจียดเวลาเล็กๆ น้อยๆ กลับมาดูแลตัวเองด้วยนะคะ ผิวที่แข็งแรงและสดใสจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสุขให้คุณแม่ได้อีกเยอะเลยค่ะ หากคุณแม่ท่านไหนมีปัญหาผิวหลังคลอดที่กังวลใจอยู่ หรืออยากให้หมอช่วยจัดสกินแคร์ที่ปลอดภัยสำหรับการให้นมบุตร
สามารถทักมาพูดคุยปรึกษากับหมอและทีมแพทย์ที่ SUPA-KUNN CLINIC ได้เสมอเลยนะคะ หมอยินดีดูแลคุณแม่ทุกคนด้วยความอบอุ่น จริงใจ และเป็นมืออาชีพที่สุดค่ะ 🤍
เอกสารอ้างอิงทางการแพทย์ (References) :
- Bozzo P, et al. Safety of skin care products during pregnancy. Can Fam Physician. 2011;57(6):665-667.
- Dhaliwal S, et al. Prospective, randomized, double-blind assessment of topical bakuchiol in the challenge of skin photoageing. Br J Dermatol. 2019;180(2):289-296.
- Trivedi MK, et al. A Review of Laser and Light Therapy in Melasma. Int J Womens Dermatol. 2017;3(1):11-20.




